6 เคล็ดลับเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน

ปัญหาที่คนในปัจจุบันพบเจอไม่รู้จักจบ คือ น้ำหนักเกิน อ้วน และโรคแทรกซ้อนจากความอ้วน หรือสงสัยว่าทำไมบางคนกินเยอะเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ทั้งๆที่ออกกำลังกายก็น้อย นั่นอาจเป็นเพราะร่างกายมีระบบการเผาผลาญสูงที่มีติดตัวมาตามธรรมชาติ คนที่การเผาผลาญต่ำก็ไม่ต้องน้อยใจ วันนี้ทางเพจน้ำส้มสายชูหมักจากอ้อย มีเคล็ดลับเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน มาฝากทุกท่านกัน ก่อนอื่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอัตราการเผาผลาญของเราลดลง วิธีสังเกตง่ายๆ คือ รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนล้า เหนื่อยง่าย เคลื่อนไหวร่างกายได้ช้าลง ลดน้ำหนักยังไงก็ไม่สำเร็จ ลดยากลดเย็น แต่ถ้าลดได้แล้ว พอทานอาหารแค่นิดหน่อยน้ำหนักก็เด้งกลับมาเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานได้แก่

1. นอนให้เร็วขึ้น ปกติแล้วร่างกายจะมีนาฬิกาชีวภาพควบคุมการหลั่งฮอร์โมนในการนอนหลับ เวลาที่ดีที่สุดที่ควรเข้านอนคือ 21.00 – 23.00 น.ซึ่งเป็นเวลาของระบบภูมิต้านทานโรคที่จะทำงานได้ดี และช่วยสกัดอาการหิวยามดึกและร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเล็ปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนทำให้รู้สึกอิ่ม เพิ่มอัตราการเผาผลาญให้ทำงานได้ดีมากขึ้น ซึ่งจะช่วยคุมน้ำหนักตัวให้คงที่

2.ลดความเครียด เพราะร่างกายที่เครียดจะลดการเผาผลาญอย่างรวดเร็ว เพื่อเก็บพลังงานไว้ต่อสู้กับความเครียดให้ได้มากที่สุด

3.เพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย หรือออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นรำ เป็นต้น

4.รับประทานอาหารปริมาณน้อยลงและบ่อยขึ้น คนที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา จะทำให้ร่างกายขาดพลังงานเป็นช่วงๆ ทำให้การเผาผลาญในร่างกายเริ่มชะลอตัวลงตาม

5.ดื่มน้ำให้เพียงพอ ปฏิกิริยาการเผาผลาญในร่างกายจำเป็นต้องมีน้ำเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ การขาดน้ำจึงอาจชะลอการเผาผลาญให้ช้าลงได้

6.เลือกรับประทานอาหารหรือเสริมสารอาหารที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญให้แก่ร่างกาย เช่น โยเกิร์ต อโวคาโด แซลมอน หรือน้ำส้มสายชูหมักจากอ้อย

ดังนั้น คนที่กำลังควบคุมน้ำหนักแล้วไม่ลดซักที หรือรู้สึกว่าอัตราเผาผลาญพลังงานลดลง แสดงว่าคุณได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ขาดการเคลื่อนไหวของร่างกาย รวมทั้งการเกิดความเครียด ส่งผลให้การเผาผลาญชะลอตัวลง คุณจึงควรเสริมสารอาหารจำเป็นให้เพียงพอกับความต้องการพื้นฐาน เพิ่มการออกกำลังกาย และพยายามอย่าทำให้ตัวเองเครียด เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายของคุณจะคงระดับการเผาผลาญได้อย่างต่อเนื่องและควบคุมน้ำหนักได้ในระยะยาว

ที่มา : โรงพยาบาลกรุงเทพ